แสงสีทองส่องลอดผ่านผ้าม่านที่ปิดไม่สนิทเข้ามาภายในห้องสีขาวทำให้ผมรู้สึกตัวตื่น หลังจากกระพริบตาถี่ ๆ อยู่สามสี่ครั้งด้วยอาการงุ่นงงกับการตื่นผิดเวลา ผมจึงขยับตัวเพื่อจะลุกขึ้นจากเตียง แต่ด้วยวงแขนที่พาดอยู่ช่วงเอวทำให้ผมไม่อาจจะทำอย่างนั้นได้ ดูเหมือนการเคลื่อนไหวของผมจะทำให้เจ้าของแขนเรียว ๆ นั้นกอดรัดมากขึ้นราวกับยังไม่ต้องการให้ผมลุกไปไหน
ผมก้มลงมองใบหน้าที่ยังคงซุกอยู่กับผ้าห่มสีขาว ผมสีน้ำตาลเข้มยาวหยักสลวยเป็นลอนกระจายตัดกับสีขาวของหมอน บางเส้นคลอเคลียอยู่ข้างแก้ม ผมเขี่ยเส้นผมเหล่านั้นออกอย่างเบามือเผยให้เห็นใบหน้าหวานที่กำลังหลับตาพริ้ม หากปลายนิ้วของผมคงไปสัมผัสโดนแก้มนั้น ทำให้คนที่นอนอยู่ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
“หือ...นัทตื่นแล้วเหรอ”
คนตัวเล็กถามด้วยน้ำเสียงงัวเงียพลางยกแขนออกให้ผมลุกขึ้นนั่งได้ ขณะที่เจ้าตัวเองก็ใช้มือยันตัวเองขึ้นมา
“อืม...เมื่อคืน หลับได้หรือเปล่า”
ผมถามคนที่ยังนั่งสลึมสลืออยู่บนเตียง
คนถูกถามไม่ตอบอะไร นอกจากส่ายหัวและผมยุ่ง ๆ ไปมา นิ้วหัวแม่มือถูกยกขึ้นเสยผมที่ตกลงมาปรกหน้าขึ้นไป เผยให้เห็นดวงหน้าใส ก่อนที่มือเรียวคู่นั้นจะยกขึ้นคล้องคอผม
“อรุณสวัสดิ์...นัท”
สัมผัสนุ่ม ๆ แตะที่ริมฝีปากของผมแผ่วเบา...ผมเห็นเพียงรอยยิ้มหวานที่แต้มมุมปาก ขณะที่โน้มตัวลง...
“อรุณสวัสดิ์...ซิน”
...บาปสีขาวของผม
ผมจำไม่ได้ว่าผมเริ่มรู้สึกกับ “ซิน” มากกว่าเพื่อนร่วมวงธรรมดาตั้งแต่ตอนไหน ราวกับทุกอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างเรามันค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบ ๆ
อาจเป็นเพราะเขาไม่เหมือนกับใครที่ผมเคยพบหรือรู้จัก และมักทำให้ผมแปลกใจได้เสมอ ผมเลยเผลอที่จะมองเขา
...เผลอมองเวลาที่ใบหน้าหวาน ๆ นั้นกำลังยิ้มละไมที่มุมปาก หรือหัวเราะร่าเวลาเจอเรื่องที่ถูกใจ
...เผลอมองเสี้ยวหน้าที่กำลังเหม่อลอยอยู่กับความคิดของตน
...เผลอมองริมฝีปากบางที่เม้นเข้ากันอย่างไม่ตั้งใจยามเจ้าของกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่
และด้วยความที่ผมเห็นว่าเขาเป็นคนที่มีรูปลักษณ์สะดุดตาชวนให้ใคร ๆ หันมามองอยู่แล้ว ทำให้ผมคิดว่าซินคงไม่ทันสังเกตว่ามีใครคนหนึ่งแอบมองเขาอยู่บ่อย ๆ
แต่วันหนึ่งผมก็ได้รู้ว่าผมคิดผิด...
“ไม่เบื่อบ้างเหรอ”
“ห่ะ...”
อยู่ๆ คนที่นั่งจิ้มโทรศัพท์ในมือขณะกำลังนั่งอยู่บนรถของผมก็เอ่ยขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำเอาผมที่กำลังนั่งมองเพลินๆ ระหว่างรอสัญญาณไฟจราจรตกใจ
เจ้าตัวเงยหน้าขึ้นหันมามองผม รอยยิ้มรู้ทันปรากฏอยู่ที่ริมฝีปากบาง ก่อนที่มือเรียวจะเอื้อมมาถอดแว่นสีชาที่ผมใช้อำพรางสายตาออก
“ก็ที่มองกันทุกวันแบบนี้ไง”
แว่นกันแดดถูกพับส่งคืนให้ผมที่ยังนั่งงงอยู่
“เออ...รู้ด้วยเหรอ”
ผมถามคนตัวบางที่กลับไปสนใจอุปกรณ์สื่อสารในมือเสียงเบา
“ถ้าอยากมองก็มองตรง ๆ เลยก็ได้ เราไม่ว่าอะไรหรอก”
พอได้ยินคำอนุญาตจากปากเจ้าตัวเองก็ทำเอาผมเก้อไปเหมือนกัน ได้แต่พูดอึก ๆ อัก ๆ
“ก็...ก็นึกว่าไม่ชอบ”
ใบหน้าสวยหันมา ดวงตาใสคู่นั้นช้อนขึ้นมองผมก่อนที่รอยยิ้มเล็ก ๆ จะแต้มที่มุมปากบาง
“ก็ไม่เคยบอกนี่ว่าไม่ชอบ”
และในวินาทีนั้นเองผมก็ได้รู้ว่า...ต่อให้เขาห้าม ผมก็คงไม่อาจจะละสายตาไปจากคนตรงหน้าได้อีกแล้ว
เช่นเดียวกับตอนนี้...ที่ดวงหน้าภายใต้กรอบของลอนผมสลวยสะกดสายตาผม ขณะก้มลงจูบซับริมฝีปากบางนั้นเบาๆ หากยังไม่ทันที่จะซึมซาบถึงความหวานภายใน คนในอ้อมแขนกลับเบี่ยงหน้าหนี ก่อนที่สองมือเรียวจะผลักอกผมให้ผละออก
“พอเหอะ...เดี๋ยวเราตกเครื่อง”
ร่างเล็กขยับเตรียมจะลุกขึ้นจากที่นอน แต่ติดที่แขนผมซึ่งยังคร่อมไม่ยอมให้เขาลุกไปไหน
“ก็บอกให้กลับพร้อมกัน”
“ไม่เอาล่ะ...อยากกลับไปนอน”
ซินทำหน้ายู่ ริมฝีปากบางแบะออก
“ก็นอนด้วยกันอยู่นี่ไง”
“...ได้นอนซะที่ไหนล่ะ...ลุก ๆ จะไปอาบน้ำ”
เสียงใสบ่นอุบอิบ ก่อนจะออกแรงดันตัวผมให้ลุกขึ้น ซึ่งคราวนี้ผมยอมผละออกจากเขาอย่างง่ายดาย หลีกทางให้ร่างเล็กลุกขึ้นหยิบข้าวของแล้วเดินเข้าห้องน้ำไป
ผมล้มตัวลงนอนอีกครั้ง ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน เพราะกว่าจะถึงเวลาที่ผมต้องขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพก็บ่ายแก่ ๆ ผมพลิกตัวแนบใบหน้าลงบนหมอนใบนุ่ม กลิ่นหอมอ่อนของคนที่เพิ่งลุกไปยังกรุ่นอยู่
เสียงน้ำที่ดังแว่วจากห้องน้ำเงียบลงแล้ว ผมนอนหลับตาฟังเสียงกรุกกรักภายในห้อง ก่อนจะรู้สึกถึงสัมผัสเย็น ๆ ที่แก้ม
“ไปละนะ”
สัมผัสเย็นจากปลายนิ้วผละออก ตามด้วยเสียงปิดประตูที่ดังก้อง ผมลืมตาขึ้นอีกครั้งเพื่อพบกับความว่างเปล่าเงียบงัน มือที่วางบนหมอนกอดกระชับมากขึ้น สูดกลิ่นหอมจาง ๆ ที่คน ๆ นั้นทิ้งไว้...เช่นทุกครั้ง
“ซิน...เดี๋ยวกลับบ้านเลยไหม”
ผมเอ่ยถามคนที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องซ้อมดนตรีพร้อมกัน
“ยัง...เราว่าจะแวะไปหาเพื่อนก่อนน่ะ”
“งั้นเดี๋ยวไปส่ง”
ผมอาสาเพราะไหน ๆ วันนี้ก็เสร็จงานแล้วและไม่ได้มีแผนจะไปที่ไหนต่อ ซินยิ้มให้ก่อนจะเดินตามผมไปที่รถ ผมขับไปยังร้านอาหารกึ่งผับแห่งหนึ่งตามที่ซินบอก คุ้น ๆ ว่าซินเคยบอกว่าเป็นร้านของเพื่อนคนหนึ่ง
“ส่งเราแค่นี้แหละ”
ซินหันมาบอกเมื่อผมเลี้ยวรถเข้าไป
“ไหน ๆ ก็มาแล้วขอเข้าไปด้วยสิ ยังไม่เคยมาร้านนี้เลย”
ซินนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะยิ้มให้เหมือนเคย
“ตามใจ”
เราเดินเข้าไปในร้านพร้อมกัน ผมเดินตามซินไปพลางหันไปมองรอบ ๆ ร้าน คนในร้านไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ อาจเพราะเป็นคืนวันทำงาน ซินพาผมไปยังโต๊ะด้านในสุดของร้าน กลุ่มเพื่อนของซินที่นั่งกันอยู่ก่อนส่วนใหญ่ผมพอจะคุ้นหน้าคุ้นตาอยู่บ้าง แต่ก็มีบางคนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนเหมือนกัน
ผมปล่อยให้ซินเดินไปหาเพื่อน ๆ ของเขา ส่วนผมก็ทักทายเพื่อนซินที่พอจะรู้จัก ด้วยความที่เข้ากับคนได้ง่ายบวกกับแอลกอฮอล์ที่ดื่มกันเข้าไปก็ทำให้มีเรื่องพูดคุยกันได้เรื่อย ๆ
ผมนั่งคุยนั่งฟังเพลงไปได้สักพักก็ไม่ยังเห็นซินกลับมาที่โต๊ะ ผมหันไปมองรอบ ๆ ร้านก่อนจะเห็นคนผมยาวที่คุ้นตากำลังยืนอยู่ตรงหน้าเคาน์เตอร์บาร์กับผู้ชายคนหนึ่งที่ผมไม่รู้จัก
ด้วยเสียงเพลงที่วงดนตรีของร้านกำลังเล่นอยู่มันดังเกินไปหรือยังไง ผู้ชายคนนั้นถึงได้ก้มหน้าจนเกือบชิดกับลอนผมสีเข้มนั่น กระซิกอะไรบางอย่างที่ทำให้ซินหลุดหัวเราะออกมา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มให้
เพียงแค่เห็นว่าซินกำลังยิ้มให้คนอื่นด้วยรอยยิ้มแบบเดียวกับที่เคยมอบให้กับผม ผมก็แทบจะทนไม่ไหว วินาทีที่มือของผู้ชายคนนั้นแตะลงบนเอวบาง ผมก็ปราดเข้าไปประชิดตัว ยกแขนขึ้นโอบไหล่นั้นอย่างถือสิทธิ์ ไม่สนใจกับสายตาประหลาดใจของคนในอ้อมแขนและคู่สนทนา
“ดึกแล้ว กลับเถอะ เดี๋ยวป๊าม๊าเป็นห่วงนะ”
ผมอ้างชื่อป๊าม๊า ก่อนจะดึงตัวซินออกมาจากตรงนั้น มือที่โอบไหล่เมื่อครู่เลื่อนไปจับข้อมือเล็ก ไม่สนใจสายตาของใครต่อใครที่หันมามอง ไม่สนใจเจ้าของมือที่พยายามจะดึงมือออก
เมื่อเดินมาถึงรถ ผมรีบเปิดประตูฝั่งข้างคนขับ ดันคนตัวเล็กให้เข้าไปแล้วอ้อมไปขึ้นฝั่งคนขับบ้างก่อนจะขับออกมาจากร้าน ภายในรถได้ยินเพียงเสียงเครื่องยนต์ที่ดังแผ่ว
“อยู่ๆ ทำไมเอาป๊าม๊ามาอ้าง”
เป็นซินที่เอ่ยขึ้นมาก่อน
“ทำไม ยังไม่อยากกลับเหรอ”
ผมถามกลับเสียงห้วนๆ
“ก็นาน ๆ ทีจะได้มาแบบนี้”
มันตอบด้วยท่าทางเหมือนไม่รู้เรื่องอะไร ทำให้ผมยิ่งรู้สึกหงุดหงิด
“อย่าทำแบบนี้ได้ป่ะ”
“แบบไหน”
ผมหันไปมองหน้ามันเต็ม ๆ ตา ดวงตาคู่นั้นจ้องผมกลับอย่างไม่กลัวเกรง รอยยิ้มบาง ๆ ยังแต้มอยู่มุมปาก ต่างคนต่างไม่ยอมแพ้ หากเป็นผมเองที่พ่นลมหายใจอย่างหัวเสียก่อนจะเบือนหน้าหนี
“หึงเหรอ”
ผมไม่ได้หันกลับมามองว่าคำถามนี่พูดถามขึ้นด้วยสีหน้าอย่างไร
“ไม่ได้หึง”
ผมไม่รู้จะเรียกความรู้สึกของผมตอนนี้ว่าอะไรดี
หึง...งั้นเหรอ
ความสัมพันธ์ระหว่างซินและผมจะใช้คำนี้ได้เหรอ สำหรับเขา ผมถูกวางไว้ตรงตำแหน่งไหน ผมยังไม่รู้เลย...
“ซิน...มึงกำลังทำให้กูเป็นบ้า”
“เรายังไม่ได้ทำอะไร...”
“มึงทำ มึงรู้ดี”
ผมสวนขึ้นมาทันทีด้วยอารมณ์ที่เริ่มปะทุ คำพูดรัวเร็วหลุดจากปาก ซินจ้องมองผมด้วยสีหน้าเรียบเฉย มันยิ่งทำให้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแค่ไอ้บ้าคนหนึ่ง
“มึงกำลังเล่นเกมอะไรอยู่”
ภายใต้สีหน้านิ่ง ๆ ในใจมันคิดอะไรอยู่...
...กำลังยิ้มเยาะ
...หรือไม่เคยรู้สึกอะไรเลย
“มึงอาจจะสนุก”
“...แต่กูไม่”
ผมจอดรถเข้าชิดฟุตบาทข้างทาง ก่อนจะลดกระจกลง ล้วงเอาซองบุหรี่กับไฟแช็กที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงออกมาจุด ประกายไฟสีแดงเล็ก ๆ ลามติดมวนกระดาษที่คาบอยู่อย่างรวดเร็ว ควันสีขาวลอยอ้อยอิ่งก่อนจะกลืนหายไปกับความมืดข้างทาง กลิ่นฉุนจมูกอบอวล
"เหม็น"
ผมเปรยตามองเจ้าของเสียงที่ทำหน้าไม่ชอบใจนัก ปลายนิ้วยกขึ้นแตะจมูกรั้นราวกับรังเกียจกลิ่นฉุนนั้น
ผมสูบเข้าไปเต็มปอดก่อนเขวี้ยงบุหรี่ทิ้งลงพื้นถนน แล้วใช้มือนั้นกระชากหัวไหล่ซินเข้ามาก่อนจะประกบริมฝีปากลงไปโดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะเต็มใจหรือไม่ ยิ่งสองมือนั้นพยายามจะผลักผมออกไปมากเท่าไหร่ สัมผัสที่แนบชิดริมฝีปากยิ่งแรงขึ้นเท่านั้น ดึงดันดื้อดึงจนแรงที่ผลักไสนั่นอ่อนลง ผมจึงหยุดจูบนั้นแล้วค่อยขยับตัวถอยออกมา มองดูหน้าใสที่ตอนนี้ขึ้นสีแดงจัดเพราะสำลักควันบุหรี่ ริมฝีปากแดงช้ำกำลังเผยอหอบหายใจ ดวงตากลมที่รื้นด้วยน้ำตาตวัดมองผมขุ่นเคือง
"แค่ก ๆ...มึงทำบ้าอะไร"
"กูก็แค่ทำเรื่องที่มึงไม่ชอบดูบ้าง...กูอยากให้มึงรู้บ้างว่ากูรู้สึกยังไงเวลาที่มึงทำเรื่องที่กูไม่ชอบ"
ผมตะคอกกลับเสียงดัง ซินดูจะตกใจแต่ก็เพียงนิดเดียวก่อนที่ใบหน้าสวยนั้นจะกลับมาเรียบเฉย สายตาขุ่นเคือง คงไม่สบอารมณ์ที่ถูกขัดใจ
ผมจ้องมองเข้าไปในแววตาคู่นั้น หวังว่าจะมองเห็นอะไรบ้างอย่าง มากกว่าความเย็นชา
“ทำไมมึงถึงทำกับกูแบบนี้”
"เราก็เป็นของเราแบบนี้อยู่แล้วนะนัท"
“สำหรับมึง...กูเป็นอะไร”
สายตาที่จ้องมองผมมาตลอดกลับเบือนหนีไปทางอื่น ไม่มีคำพูดใด ๆ
ใช่...เราทั้งสองไม่อาจมีใครพูดได้เต็มปากว่าระหว่างเราคืออะไร
เพื่อน...
คนรัก...
หรือแค่...
ความสัมพันธ์หลบ ๆ ซ่อน ๆ ...
“เราจะกลับบ้าน”
ซินเปิดประตูลงจากรถไปโดยไม่แม้แต่จะเหลียวกลับมามอง ผมได้แต่มองดูร่างคุ้นตานั้นเดินห่างออกไปเรื่อย ๆ ก่อนที่จะฟุบหน้าลงกับพวงมาลัย
...มันจบแล้วใช่ไหม
“ขึ้นรถ...จะกลับบ้านไม่ใช่เหรอ”
ผมเลื่อนกระจกรถฝั่งข้างคนขับลง ซินเปิดประตูขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปาก...ยิ้มแบบที่เขาเคยยิ้มให้ผมเสมอมา...
Fin.